ท้องผูกคืออะไร
ท้องผูก คือการที่ลูกถ่ายอุจจาระลำบาก อุจจาระแข็งเป็นเม็ดๆ อาจมีอาการเจ็บเวลาถ่ายหรือไม่สามารถถ่ายได้ หรืออยากถ่ายแต่ถ่ายไม่ออก ถ้าถ่ายเป็นอุจจาระก้อนขนาดใหญ่ โดยไม่มีอาการเจ็บปวดหรือถ่ายลำบาก ซึ่งอาจจะ 2-3 วันถ่ายครั้งหนึ่งก็ไม่ถือว่าท้องผูก เด็กเล็กๆ บางคนเวลาถ่ายจะแบ่งจนหน้าแดง แต่อุจจาระไม่แข็งไม่ร้องเจ็บปวดก็ไม่เข้าข่ายท้องผูก
สาเหตุโรคท้องผูก
ท้องผูกเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยโดยเฉพาะถ้าเป็นในเด็กที่มีอาการภายในขวบปีแรกถ้าปล่อยทิ้งไว้อาจทำให้มีอาการปวดท้อง ท้องอืด อาเจียน เบื่ออาหาร เจ็บเวลาถ่าย และอาจมีเลือดออกเวลาถ่าย ส่วนใหญ่เกิดจาก
การรับประทานอาหารที่ไม่ถูกสัดส่วน
โดยเฉพาะการกินเนื้อสัตว์ ไขมัน ข้าวขาวหรือแป้งขัดขาว โดยไม่ค่อยทานอาหารที่มีเส้นใย ถ้าแพทย์ถามแม่เด็กว่า “ทุกวันนี้ลูกทานอะไร” เกือบทุกคนจะตอบว่า “ทานธรรมดาค่ะ” ที่เรียกว่าธรรมดาของเขาคือ ทานข้าวขาว ไข่เจียวหมูสับ ผัดผัก นม น้ำอัดลม น้ำผลไม้ เนื้อสัตว์ซึ่งความจริงเป็นการกินที่ไม่ถูกต้องเพราะกินข้าวขาวย่อมขาดเส้นใย ไข่เจียวหมูสับ นม เนื้อสัตว์ก็เน้นแต่โปรตีน ไขมัน ผักที่สุกแล้วมักจะเสียวิตามิน เอนไซม์และฮอร์โมนที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพไปเกือบหมด จะได้ก็เพียงสารเส้นใยที่ยังพอได้ประโยชน์อยู่บ้าง
ขาดการออกกำลังกาย
โดยเฉพาะชอบนั่งดู ทีวี กลับบ้านก็เอาแต่นอนไม่ออกกำลังกาย ทำให้ลำไส้ไม่ทำงาน
ความเคร่งเครียด
ความเร่งรีบในชีวิตประจำวัน ระบบประสาทเร่งรัดจะทำงานมาก รบกวนระบบย่อยและขับถ่าย มีผลทำให้ลำไส้บีบตัวลดลง ความเร่งรัดในชีวิตประจำวันทำให้บางครอบครัวต้องออกจากบ้านแต่เช้า อาหารเช้ายังต้องรับประทานในรถ เรื่องของการขับถ่ายยิ่งไม่ต้องพูดถึง บางครั้งมีความยึดมั่นถือมั่น ไม่ยอมถ่ายส้วมอื่น ด้วยกลัวว่าจะติดโรค ผลคืออุจจาระถูกอั้นไว้ตลอดวัน พอถึงเวลากลับบ้านจะขับถ่าย อุจจาระก็กลายเป็นก้อนแข็งมาก ทำให้มีการฉีกขาดของทวาร สังเกตเห็นได้จากการที่มีเลือดสีแดงสดปนมากับอุจจาระ ซึ่งแผลฉีกขาดนี้จะทำให้ลูกเจ็บเวลาถ่ายและพยายามกลั้นไม่ยอมถ่ายอุจจาระทำให้อุจจาระ กลายเป็นนิสัยท้องผูกในที่สุด
ถ่ายไม่เป็นเวลา
การที่เด็กบางคนไม่ได้รับการฝึกขับถ่ายในช่วงเวลาที่เหมาะสม ทำให้ถ่ายไม่เป็นเวลาจะเพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อโรคท้องผูกได้
ทานนมไม่ถูกต้อง
การทานนมผสมที่ไม่ถูกต้องตามวัย หรือชงนมที่ไม่ถูกสัดส่วน ชงข้นหรือเจือจางเกิน
เกิดจากโรค
โรคอื่นๆ เช่นมีการตีบของรูทวารหนัก โรคทางระบบประสาทหรือโรคลำไส้ใหญ่พอง เพราะขาดประสาทควบคุม มักพบว่ามีอาการในเด็กตั้งแต่ช่วงเดือนแรกๆ
วิธีป้องกันแก้ไข
ในทารกควรให้ทานนมแม่แทนนมผสม
ถ้าใช้นมผสมคุณแม่ควรพิจารณาว่าผสมนมถูกอัตราส่วนหรือไม่หรือค่อย ๆลองเปลี่ยนชนิดของนมดูว่า นมชนิดใดจะเหมาะกับลูก ซึ่งไม่มีสูตรตายตัวเนื่องจากเด็กแต่ละคนจะมีการตอบสนองต่อนมแต่ละชนิดแตกต่างกันในกรณีที่จำเป็นอาจป้อนน้ำผึ้ง 1 ส่วนต่อน้ำ 8 ส่วนตามหลังมื้อนม หรือป้อนน้ำลูกพรุน น้ำส้มคั้น เพิ่มให้ทีละน้อย อย่าให้ครั้งแรกมากเกินไป เพราะอาจทำให้ลูกท้องเสียได้
เด็กโตควรให้ดื่มนมจากแก้ว
เพราะจะทำให้ดูดนมน้อยลงและรับประทานอาหารอื่นได้มากขึ้น
เด็กที่ได้อาหารเสริมแล้วไม่ควรได้นมเกินวันละ 30 ออนซ์
คุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกทานอาหารที่มีกากมากขึ้น หัดให้ทานข้าวกล้อง ผักผลไม้สดที่มีเส้นใยปริมาณมาก เช่นส้มทั้งกลีบ ชมพู่ มะละกอ และดื่มน้ำมากขึ้น ส่วนอาหารว่างควรเป็นผลไม้ ไม่ควรตามใจให้กินแต่ขนมหวานนะคะ
ให้ดื่มน้ำ 1 แก้วเป็นประจำ
คุณแม่ควรให้ลูกดื่มน้ำเมื่อตื่นนอนตอนเช้า และให้ดื่มน้ำอย่างน้อย 4-6 แก้วต่อวัน
ออกกำลังสม่ำเสมอ
สนับสนุนให้ลูกมีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ไม่ควรใช้เวลาในการดูทีวีในแต่ละวันมากเกินไป
ฝึกขับถ่าย
คุณแม่ควรเริ่มฝึกหัดการขับถ่ายให้ลูกเมื่ออายุ 1 ปีขึ้นไป โดยค่อยๆ ฝึก ไม่ควรเร่งรีบและฝึกขับถ่ายให้เป็นเวลา
ทำให้อุจจาระนุ่มขึ้น
โดยการใช้ยาบางชนิดเช่น Lactuloe ซึ่งเป็นน้ำตาลที่ไม่ดูดซึม และทำให้ถ่ายสะดวกขึ้น ไม่ควรให้ยาระบายเป็นประจำ ยกเว้นถ้าลูกท้องผูกมาก มีเลือดปนมากับอุจจาระ ควรจะปรึกษาแพทย์ ไม่ควรสวน หรือใช้ยาถ่ายประเภทน้ำมันระหุ่ง ใบมะขามแขก เพราะอาจทำให้ถ่ายรุนแรง หลังจากนั้นลำไส้อาจหยุดทำงานชั่วขณะทำให้ท้องผูกต่อไปอีก หากใช้บ่อยๆ ต่อเนื่องอาจทำให้เป็นโรคท้องผูกเรื้อรัง
ถ้าลูกมีแผลที่ก้น
ให้นั่งแช่น้ำอุ่นผสมด่างทับทิมวันละ 2 ครั้ง ทาวาสลินหรือครีมทาก้นรอบทวารหนักก่อนถ่าย หรือถ้าเจ็บมากอาจใช้ยาชาทาเฉพาะที่ก่อนถ่ายตามที่แพทย์สั่งก็ได้
ถ้าลูกเจ็บมาก
ในรายที่เจ็บมากต้องการให้ช่วยโดยด่วน อาจใช้แท่งกลีเซอรีนเหน็บ (Glycerine suppository) ซึ่งหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไปเหน็บทวารจะช่วยให้ถ่ายดีขึ้น
ถ้าท้องผูกธรรมดาคุณดูแลให้การช่วยเหลือเบื้องต้นเด็กก็หายท้องผูกได้ หากท้องผูกร่วมกับท้องอึดมากอาเจียน ซึ่งอาจเกิดจากทางเดินอาหารอุดตัน คุณควรพาไปพบแพทย์โดยเร็ว
………………………………………………………………………………..
พญ.วารุณี พรรณพาณิช
สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี